Writing by J.K. Rowling

ประวัติศาสตร์เวทมนตร์ในอเมริกาเหนือ

By J.K. Rowling

wb-homina-fourteenth-century-to-seventeenth-century-teaser
Close

ศตวรรษที่สิบสี่ - ศตวรรษที่สิบเจ็ด

By J.K. Rowling

อ่านบทที่หนึ่ง

ถึงแม้นักสำรวจชาวยุโรปเรียกมันว่า "โลกใหม่" เมื่อพวกเขา ไปถึงทวีปนั้นเป็นครั้งแรก พวกผู้วิเศษรู้จักอเมริกามาเนิ่นนานก่อน พวกมักเกิ้ล (แต่ละเชื้อชาติมีชื่อเรียก "มักเกิ้ล" ในแบบของตัวเอง ชุมชนอเมริกันใช้คำว่า "โน-เมจ" คำย่อของ "ไร้เวทมนตร์") การเดินทางด้วยเวทมนตร์หลายช่องทาง - ไม้กวาดและการหายตัว เป็นต้น - ไม่ต้องอ้างถึงการใช้โทรจิตและสัมผัส ซึ่งบรรดาชุมชนผู้วิเศษได้ติดต่อระหว่างกัน ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา

ชุมชนผู้วิเศษชาวอเมริกันพื้นเมืองและพวกที่อยู่ในยุโรปและแอฟริกาต่างรู้จักกันดี มานานก่อนการอพยพของ "โน-เมจ" ชาวยุโรปในศตวรรษที่สิบเจ็ด พวกเขารู้กันถึงความคล้ายคลึงระหว่างชุมชนต่างๆ มีบางครอบครัวที่ "มีเวทมนตร์" อย่างเห็นได้ชัด และเวทมนตร์ปรากฏขึ้นโดยบังเอิญ ในบางครอบครัวจนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีแม่มดหรือพ่อมด สัดส่วนโดยรวมของบรรดาผู้วิเศษ กับพวกธรรมดาดูเหมือนจะคงที่ในหมู่ประชากร และท่าทีของพวกโน-เมจ ในชุมชนอเมริกันพื้นเมือง แม่มดพ่อมดบางคนได้รับการยอมรับ มีชื่อเสียงด้านการรักษาและเป็นหมอ หรือนักล่าที่โดดเด่น อย่างไรก็ตามหลายคนถูกทำให้เสียชื่อเพราะความเชื่อ

ตำนาน "สกินวอล์คเกอร์" พื้นเมืองของอเมริกัน - แม่มดพ่อมดชั่วร้ายที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ตามใจชอบ - ไม่มีพื้นฐานความจริง ตำนานเกี่ยวกับเรื่องแอนิเมจิของชาวอเมริกันพื้นเมือง ที่ว่าพวกเขาได้เสียสละคนใกล้ชิดในครอบครัวเพื่อให้ได้พลังในการแปลงร่าง ที่จริงแล้ว แอนิเมจิส่วนใหญ่กลายร่างเป็นสัตว์เพื่อหลบหนีจากการถูกทำร้ายหรือล่าของชนเผ่า เป็นข่าวลือที่เหยียดหยามกันมาก มักเกิดขึ้นจากพวกหมอรักษาโรคโน-เมจที่บางครั้งชอบใช้พลังวิเศษหลอกลวง และความหวาดกลัวการถูกเปิดเผยตัวตน

ชุมชนผู้วิเศษชาวอเมริกันพื้นเมืองมีพรสวรรค์เฉพาะตัวด้านสัตว์และพืชวิเศษ ยาที่ได้มาโดยเฉพาะซึ่งมีความซับซ่อนยิ่งกว่าพวกที่รู้จักกันในยุโรป ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเวทมนตร์ที่ฝึกฝนกันในหมู่ผู้วิเศษอเมริกันพื้นเมืองและยุโรปคือการไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์

ไม้กายสิทธิ์มีต้นกำเนิดในยุโรป ไม้จะส่งเวทมมนตร์เพื่อทำให้มันมีผลที่ทั้งแม่นยำและทรงพลัง ถึงแม้โดยทั่วไปจะเคยมีบรรดาแม่มดพ่อมดที่ยิ่งใหญ่สุดใช้เวทมนตร์ชั้นเยี่ยมได้โดยไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ อย่างที่แอนิเมจิและนักปรุงยาชาวอเมริกันพื้นเมืองเคยแสดงเอาไว้ การใช้เวทมนตร์โดยไม่มีไม้กายสิทธิ์ อาจมีความซับซ้อนอย่างมาก แต่คาถาและการแปลงร่างทำได้ยากเมื่อไม่มีไม้

Close this
wb-homina-seventeenth-century-and-beyond-teaser
Close

ศตวรรษที่สิบเจ็ดและต่อจากนั้น

By J.K. Rowling

อ่านบทที่สอง

เมื่อพวกโน-เมจชาวยุโรปเริ่มอพยพเข้าไปยังโลกใหม่ แม่มดและพ่อมดจำนวนมากขึ้นจากยุโรป ก็มาตั้งรกรากในอเมริกาเช่นกัน เหมือนกับพวกเพื่อนๆ โน-เมจ พวกเขามีหลายเหตุผลที่จะละทิ้งถิ่นกำเนิด บางคนถูกผลักดันโดยความอยากผจญภัย แต่ส่วนใหญ่มักหลบหนี - บางครั้งจากการถูกทำร้าย โดยพวกโน-เมจ บางครั้งจากเพื่อนๆ พ่อมดแม่มด แต่ก็โดยทางการของผู้วิเศษด้วย ประการหลังเลือกที่จะปะปนอยู่กับคลื่นที่เพิ่มขึ้นของพวกโน-เมจ หรือซ้อนตัวท่ามกลาง ประชากรชาวอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งมักจะให้การต้อนรับและปกป้องชาวยุโรปด้วยกัน

จากช่วงต้นจะเห็นได้ชัดว่าโลกใหม่น่าจะมีความโหดร้ายรอบด้าน สำหรับพวกแม่มดพ่อมดกว่าโลกเก่า มีเหตุผลสามประการสำหรับเรื่องนี้

อย่างแรก เช่นเดียวกับพวกโน-เมจ พวกเขามายังประเทศนี้อย่างขัดสน ยกเว้นที่ทำขึ้นมาเอง ที่บ้านพวกเขาเพียงแค่ต้องไปที่ร้านขายเครื่องยาประจำถิ่น เพื่อหาของจำเป็นสำหรับปรุงยา ที่นี่พวกเขาต้องออกตามหาพืชวิเศษที่ไม่คุ้นเคย ที่นี่ไม่มีช่างทำไม้กายสิทธิ์ที่ทุกคนรู้จัก และโรงเรียนพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์อิลเวอร์เมอร์นี ซึ่งในวันหนึ่งจะกลายเป็นโรงเรียนเวทมนตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับโลก ในตอนนั้นยังเป็นเพียงกระท่อมซอมซ่อที่มีครูแค่สองคนและนักเรียนสองคน

อย่างที่สอง การกระทำของพวกโน-เมจซึ่งทำให้ประชากรไร้เวทมนตร์ของบ้านเกิดพวกผู้วิเศษดูมีคุณค่า ไม่เพียงแต่เริ่มทำสงครามกับผู้คนชาวอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งยับยั้งความเป็นหนึ่งของชุมชนผู้วิเศษ ความเชื่อทางศาสนาทำให้พวกเขาไม่ยอมรับร่องรอยใดๆ ของเวทมนตร์ พวกเลือดบริสุทธิ์ มีความสุขกับการให้ร้ายกันและกันถึงกิจกรรมนอกรีตจากหลักฐานไร้ความหมายที่สุด และพ่อมดแม่มดในโลกใหม่ คิดถูกแล้วที่หน่ายเรื่องพวกนั้นมาก

อย่างสุดท้าย และเป็นปัญหาที่อันตรายมากที่สุดซึ่งพบโดยผู้วิเศษที่เพิ่งมาถึงในอเมริกาคือพวกสคูเรอร์ เนื่องจากชุมชนผู้วิเศษในอเมริกาเล็กมาก กระจัดกระจาย และเป็นความลับ จึงยังไม่มีกฎที่ใช้บังคับระหว่างกัน นี่จึงทำให้เกิดสูญญากาศที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มพ่อมดแม่มดรับจ้างไร้เมตตา จากนานาประเทศต่างด้าว ซึ่งสร้างกลุ่มทำงานซึ่งทุกคนหวาดกลัวและใช้ความรุนแรง ไม่เพียงแต่กับพวกอาชญากร แต่ใครก็ตามที่มีค่าหัวเป็นทอง เมื่อเวลาผ่านไป พวกสคูเรอร์เต็มไปด้วยความฉ้อฉล ห่างไกลจากกฎหมายของรัฐบาล ของผู้วิเศษในประเทศตนเอง หลายคนลุ่มหลงอำนาจและความโหดร้ายที่อยุติธรรมจากภารกิจ พวกสคูเรอร์เหล่านั้นชื่นชมเลือดและการทรมาณ และยังรวมถึงการลักพาตัวเพื่อนผู้วิเศษด้วยกัน จำนวนของพวกสคูเรอร์เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่สิบเจ็ดและยังมีหลักฐานว่า พวกเขาไม่ละเว้นกระทั่งพวกโน-เมจและผู้วิเศษที่บริสุทธิ์ เพื่อล่ารางวัลจากสมาชิกไร้เวทมนตร์ที่โง่เง่าของชุมชน

การพิจารณาคดีแม่มดแห่งเซเล็มที่โด่งดังในปี 1692-3 เป็นโศกนาฏกรรมของชุมชนผู้วิเศษ นักประวัติศาสตร์ผู้วิเศษเห็นพ้องว่าในกลุ่มผู้พิพากษาเลือดบริสุทธิ์มีสคูเรอร์อยู่อย่างน้อยสองคน ที่กำลังล้างแค้นให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ผู้เสียชีวิตมากมายก็คือ พวกแม่มด ที่แม้จะบริสุทธิ์มากต่ออาชญากรรมซึ่งพวกเขาตกเป็นผู้ต้องหา คนอื่นๆ ก็คือพวกโน-เมจที่โชคร้ายต้องถูกจับมาในข้อหาชอบความรุนแรงและกระหายเลือด

ซาเล็มคือเรื่องสำคัญในชุมชนผู้วิเศษด้วยเหตุผลที่มากกว่าการสูญเสียชีวิตครั้งร้ายแรง ผลกระทบในทันทีก็คือทำให้แม่มดพ่อมดจำนวนมากหนีออกจาอเมริกา และอีกหลายคนไม่ต้องการมาที่นั่น ซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายที่น่าสนใจ ในประชากรผู้วิเศษของอเมริกาเหนือ เมื่อเทียบกับประชากรในยุโรป เอเชียและแอฟริกา จนถึงช่วงทศวรรษที่ยี่สิบต้นๆ ซึ่งมีจำนวนแม่มดและพ่อมดที่อยู่ ในอเมริกาที่น้อยกว่าในอีกสี่ทวีป ครอบครัวเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งได้รับข่าวสารถี่ถ้วน จากหนังสือพิมพ์ผู้วิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเลือดบริสุทธิ์และสคูเรอร์ มักไม่ไปที่อเมริกา นั่นหมายถึงจำนวนร้อยละที่สูงกว่าของพ่อมดแม่มดที่เกิดจากพวกโน-เมจในโลกใหม่มากกว่าที่อื่นๆ ในขณะที่พวกพ่อมดแม่มดที่มักแต่งงานและพบกับครอบครัวที่มีเวทมนตร์ทั้งหมดด้วยตนเอง ความสมบูรณ์แบบของเลือดบริสุทธิ์ที่เป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์เวทมนตร์ยุโรปจึงมีให้ค้นพบน้อยกว่าในอเมริกา

บางทีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่สุดของซาเล็มอาจเป็นการก่อตั้งสภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกาในปี 1693 ก่อนการก่อตั้งของพวกโน-เมจทั่วประเทศ พวกพ่อมดแม่มดอเมริกันทุกคนรู้จักกันในชื่อย่อ MACUSA นับเป็นครั้งแรกที่ชุมชนผู้วิเศษอเมริกาเหนือมาร่วมกันเพื่อสร้างกฎหมายให้กับตนเอง ในการก่อตั้งโลกผู้วิเศษขึ้นในโลกของโน-เมจเหมือนกับที่มีอยู่ในเกือบทุกประเทศ งานชิ้นแรกของ MACUSA คือการพิจารณาคดีพวกสคูเรอร์ที่ทรยศต่อพวกเดียวกัน พวกที่กระทำอาชญากรรม การลักพาตัวผู้วิเศษ ทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้ายทารุณ ต้องถูกตัดสินโทษจากคดีเหล่านั้น

พวกสคูเรอร์ที่โด่งดังหลายคนหลบหนีการตัดสิน โดยใช้หลักประกันระดับชาติหลังการถูกจับ พวกเขาหายตัวไปสู่ชุมชนโน-เมจอย่างถาวร บางคนแต่งงานกับพวกโน-เมจ และตั้งครอบครัวที่มีลูกๆ ซึ่งมีเวทมนตร์ได้รับการช่วยเหลือให้เป็นพวกไร้เวทมนตร์เพื่อเป็นการปกปิดตัวตนสคูเรอร์ พวกสคูเรอร์ที่อาฆาตแค้น ถูกขับออกจากกลุ่มตนเอง สั่งสอนทายาทว่าการใช้เวทมนตร์นั้นผิดจริง และความเชื่อที่ว่าพ่อมดแม่มดต้องถูกกำจัดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ธีโอฟิลัส แอ็บบ็อต นักประวัติศาสตร์ผู้วิเศษชาวอเมริกัน ได้พบว่าหลายครอบครัว ซึ่งต่างเชื่อในเรื่องเวทมนตร์อย่างมาก และเกลียดชังอย่างยิ่งยวด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ความเชื่อเรื่องต่อต้านเวทมนตร์และกิจกรรมของพวกทายาทครอบครัวสคูเรอร์ ที่พวกโน-เมจอเมริกาเหนือ มักถูกหลอกให้เชื่อได้ยากกว่าประชากรในที่อื่นๆ เรื่องของเวทมนตร์ ซึ่งนำไปสู่ผลสะท้อนกลับที่ลึกล้ำในแบบที่ชุมชุนผู้วิเศษอเมริกันถูกปกครองอยู่

Close this
wb-homina-rappaports-law-teaser
Close

กฎหมายแรพพาพอร์ต

By J.K. Rowling

อ่านบทที่สาม

ในปี 1790 ประธานคนที่ 15 ของ MACUSA เอมิลี่ แรพพาพอร์ต ออกกฎหมายที่ถูกออกแบบให้ทำการแบ่งแยกโดยชัดเจนระหว่างชุมชุมผู้วิเศษและโน-เมจ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการกระทำผิดบทบัญญัตินานาชาติเกี่ยวกับความลับพ่อมดแม่มดขั้นร้ายแรงสุด ที่นำไปสู่การสกัดกั้น MACUSA ที่ถูกเหยียดหยามโดยสภาผู้วิเศษนานาชาติ เรื่องราวยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อการกระทำผิดนั้นเกิดจากภายในของ MACUSA เอง

สรุปโดยย่อ เหตุการณ์ร้ายเกี่ยวข้องกับลูกสาวของผู้รักษาคลังและดราก็อต ให้กับลูกชายประธาน (ดราก็อตเป็นสกุลเงินของพวกผู้วิเศษอเมริกันและผู้รักษาดราก็อต ตามที่ตำแหน่งระบุไว้ เทียบได้กับรัฐมนตรีคลัง) อริสโตเติล ทเวฟทรีส์ เป็นคนมีความสามารถ แต่สูกสาวของเขา ดอร์คัส ซึ่งมีมันสมองน้อยตรงข้ามกับความสวย เคยเป็นนักเรียนหัวทึบที่อิลเวอร์เมอร์นี และอยู่ที่บ้านในช่วงที่พ่อของเธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ เธอไม่ค่อยแสดงความสามารถด้านเวทมนตร์ แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับเสื้อผ้า การแต่งผม และงานปาร์ตี้

วันหนึ่ง ระหว่างการไปปิคนิค ดอร์คัส ทเวฟทรีส์ถูกตาต้องใจอย่างมากกับโน-เมจที่หล่อเหล เขาคือบาร์โธโลมิว แบร์โบน สิ่งที่ดอร์คัสไม่รู้ก็คือ บาร์โธโลมิวเป็นทายาทสคูเรอร์ ไม่มีใครในครอบครัวเขามีเวทมนตร์ แต่ความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ของเขาหยั่งรากลึกและยากจะสั่นคลอน เช่นเดียวกับความมั่นใจที่ว่าพ่อมดแม่มดทุกตนเป็นปีศาจร้าย

ดอร์คัสมองไม่เห็นอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น และปลื้มกับการให้ความสนใจอย่างสุภาพของบาร์โธโลมิวใน "กลเล็กๆ" ของเธอ ตามมาด้วยคำถามที่ไร้ศิลปะ เธอเปิดเผยความลับเรื่องที่ตั้งของทั้ง MACUSA และอิลเวอร์เมอร์นี รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับสภาผู้วิเศษนานาชาติและทุกๆ อย่างที่องค์กรเหล่านั้น ทำเพื่อปกป้องชุมชนผู้วิเศษ

หลังจากรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้จากดอร์คัส บาร์โธโลมิวขโมยไม้กายสิทธิ์ ที่เธอสาธิตให้เขาดูอย่างเต็มใจ เขาเอาไปให้พวกนักข่าวทุกคนที่หาตัวเจอดู และรวบรวมเพื่อนๆ พร้อมอาวุธออกตามล่าและเพื่อสังหารพ่อมดแม่มดทั้งหมดในอาณาบริเวณ บาร์โธโลมิวยังพิมพ์ใบปลิวแจกจ่ายที่อยู่ของพวกพ่อมดแม่มดและส่งจดหมายไปยังพวกโน-เมจที่มีอำนาจ บางคนคิดว่าทำการสืบสวนมีพวก "ปีศาจนอกรีต" ในสถานที่ซึ่งบรรยายไว้จริงหรือไม่

บาร์โธโลมิว แบร์โบนตื่นเต้นกับภารกิจที่จะเปิดเผยเรื่องเวทมนตร์ในอเมริกา จนกระทำเกินกว่าเหตุ ด้วยการยิงเข้าใส่กลุ่มที่คิดว่าเป็นผู้วิเศษใน MACUSA แต่กลายเป็นพวกโน-เมจโชคร้าย ที่ออกมาจากตึกต้องสงสัยที่เขาจับตาดูอยู่ โชคยังดีที่ไม่มีใครล้มตาย แต่เขาถูกจับเข้าคุกโดยที่ MACUSA ไม่ต้องเกี่ยวข้อง นับว่าเป็นความโล่งใจอย่างยิ่ง สำหรับ MACUSA ที่กำลังพยายามรับมือกับการกระทำไร้ความคิดครั้งใหญ่ของดอร์คัส

บาร์โธโลมิวได้แจกจ่ายใบปลิวของเขาไปมากมาย และหนังสือพิมพ์บางฉบับเชื่อเขาจริงจัง จนพิมพ์ภาพถ่ายไม้กายสิทธิ์ของดอร์คัส และกล่าวว่า "เตะได้แรงเหมือนล่อ" ถ้ามันถูกโบก การถูกจับตาของอาคาร MACUSA เข้มข้นมากจนกระทั่งถูกบีบให้ย้ายที่ทำการ ในฐานะประธาน แร็พพาพอร์ตถูกบีบคั้นให้แถลงต่อสภาผู้วิเศษนานาชาติในการสอบปากคำสาธารณะ เธอไม่อาจมั่นใจได้ว่าทุกคนที่ได้รับข้อมูลของดอร์คัสไปได้ถูกร่ายคาถาลบความจำไปครบแล้ว การรั่วไหลค่อนข้างเยอะการรั่วไหลค่อนข้างเยอะและมีผลกระทบตามมาอีกหลายปี

ถึงแม้หลายคนในชุมชนผู้วิเศษจะรณรงค์ให้จับเธอขังคุกตลอดชีวิตหรือถึงขั้นประหาร ดอร์คัสถูกคุมขังเป็นเวลาหนึ่งปี ด้วยความอับอาย และตื่นตระหนกขนาดหนัก เธอหมกตัว อยู่ในชุมชนผู้วิเศษที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง และมีชีวิตอย่างซ่อนเร้น กระจกและนกแก้วคือเพื่อนที่ดีสุดของเธอ

การเผยความลับของดอร์คัสนำไปสู่การเริ่มใช้กฎหมายแรพพาพอร์ต กฎหมายแรพพาพอร์ตบังคับให้มีการแบ่งแยกระหว่างชุมชนพวกโน-เมจและผู้วิเศษ พวกผู้วิเศษไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเพื่อนหรือแต่งงานกับโน-เมจอีกต่อไป บทลงโทษของการเป็นมิตรกับโน-เมจรุนแรงมาก การสื่อสารกับพวกโน-เมจถูกจำกัด เฉพาะในเรื่องที่จำเป็นกับกิจกรรมประจำวันเท่านั้น

กฎหมายแรพพาพอร์ตยังกำหนดความแตกต่างหลักของวัฒนธรรมระหว่างชุมชนผู้วิเศษอเมริกันและยุโรป ในโลกเก่า เคยมีระดับความร่วมมือการรักษาความลับและการสื่อสารระหว่างรัฐบาลโน-เมจและรัฐบาลเวทมนตร์ ในอเมริกา MACUSA ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลโน-เมจ ในยุโรปพ่อมดและแม่มดแต่งงานและเป็นเพื่อนกับโน-เมจได้ แต่ในอเมริกา โน-เมจกำลังถูกมองว่าเป็นศัตรูมากขึ้นเรื่อยๆ โดยย่อ กฎหมายแรพพาพอร์ตทำให้ชุมชนผู้วิเศษอเมริกัน ต้องรับมือกับข้อสงสัยมากกว่าปกติ ประชากรโน-เมจยังต้องอยู่ใต้ดินลึกที่กว่าเดิม

Close this
wb-homina-1920s-wizarding-america-carousel-teaser
Close

ผู้วิเศษในอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1920

By J.K. Rowling

อ่านบทที่สี่

พวกผู้วิเศษในอเมริกามีส่วนร่วมในสงครามโลกในปี 1914-1918 ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมรบส่วนใหญ่ที่เป็นโน-เมจจะทำเป็นไม่รับรู้การมีส่วนช่วยเหลือนั้น เนื่องจากมีการใช้เวทมนตร์จากทั้งสองฝั่ง ความพยายามของพวกเขาไม่ชัดเจน แต่พวกเขามีชัยหลายครั้งในการปกป้องการสูญเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น และในการเอาชนะข้าศึกที่มีเวทมนตร์

ความพยายามร่วมกันที่จะไม่ช่วยเหลือ นำไปสู่การยอมอ่อนข้อของ MACUSA ในการคบหากันของโน-เมจและผู้วิเศษ และกฎหมายแรพพาพอร์ตยังคงถูกใช้อย่างเข้มข้น ในช่วงปี 1920 ชุมชนผู้วิเศษสหรัฐ คุ้นเคยกับการอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านความลับที่มากกว่าพวกในยุโรป และการคัดเลือกเพื่อนๆ อย่างรัดกุมจากภายในตำแหน่งของพวกเขาเอง

ความทรงจำเรื่องการละเมิดความลับอันเลวร้ายของดอร์คัส ทเวฟทรีส์ ทำให้เกิดศัพท์ใหม่ของเวทมนตร์ การทำตัวเป็น "ดอร์คัส" คือคำสแลงของพวกที่โง่หรือไร้สมอง MACUSA ยังคงวางบทลงโทษรุนแรงสำหรับพวกที่ละเมิดบทบัญญัตินานาชาติเกี่ยวกับความลับพ่อมดแม่มด MACUSA ยังไม่ยอมรับปรากฎการณ์เวทมนตร์อย่างพวกผี วิญญาณหลอน และสัตว์มหัศจรรย์ มากเท่ากับพวกในยุโรป เพราะความเสี่ยงที่สัตว์ร้ายและวิญญาณเหล่านั้นอาจ ชักนำให้พวกโน-เมจรับรู้ถึงการมีเวทมนตร์

หลังจากการกบฎครั้งใหญ่ที่แซสควอทช์ในปี 1892 (อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือชื่อดังของออร์ทิซ โอ'ฟลาเฮอร์ตี้ชื่อ "ที่มั่นสุดท้ายของบิ๊กฟุต") สำนักงานใหญ่ของ MACUSA ถูกย้ายเป็นครั้งที่ห้า ในประวัติศาสตร์ของมัน จากวอชิงตันไปยังนิวยอร์ค ซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นตลอดช่วงปี 1920 ประธานของ MACUSA ตลอดทศวรรษนั้นคือมาดามเซราฟิน่า พิกเคอรี แม่มดชื่อดังเปี่ยมพรสวรรค์ จากซาวันนาห์

ในช่วงปี 1920 โรงเรียนพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์อิลเวอร์เมอร์นีเฟื่องฟู เป็นเวลามากกว่าสองศตวรรษ และได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านเวทมนตร์ ที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในการสอนหลักสูตรพื้นฐาน พ่อมดและแม่มดทุกคนเชี่ยวชาญการใช้ไม้กายสิทธิ์

กฎหมายที่ถูกบังคับใช้ตอนปลายศตวรรษที่สิบเก้าหมายถึง สมาชิกทุกคนของชุมชนผู้วิเศษในอเมริกาจะต้องมี "ใบอนุญาตพกไม้กายสิทธิ์" ข้อบังคับที่ตั้งใจเพื่อบันทึกการใช้เวทมนตร์และรู้ตัวเจ้าของไม้กายสิทธิ์ ต่างจากอังกฤษ ที่ซึ่งโอลลิแวนเดอร์สไม่มีคู่แข่ง ในทวีปอเมริกา มีช่างทำไม้กายสิทธิ์ฝีมือดีถึงสี่คน

ชิโคบา วูล์ฟ ซึ่งมีเชื้อสายของชอคทอว์ มีชื่อเสียงครั้งแรกจากไม้กายสิทธิ์แกะลายงดงาม ที่บรรจุขนหางของนกธันเดอร์เบิร์ด (ธันเดอร์เบิร์ดเป็นนกวิเศษของอเมริกาที่มีความใกล้ชิดกับนกฟีนิกส์) ไม้กายสิทธิ์ของวูลฟ์มักจะทรงพลังมาก แม้จะยากในการควบคุม พวกมันได้รับรางวัลจากทรานส์ฟิกเกอเรอร์

โจฮานเนส จองเคอร์ พ่อมดที่เกิดจากมักเกิ้ล พ่อโน-เมจของเขาเป็นนักสร้างกระท่อมชื่อดัง เขากลายมาเป็นช่างทำไม้กายสิทธิ์ที่โด่งดังด้วยตัวเอง ไม้ของเขาเป็นที่ตามหาและทุกคนรู้ได้ทันทีเมื่อพบเห็น เพราะไม้เหล่านั้นจะถูกฝังด้วยไข่มุก หลังการทดลองใช้แกนหลายชนิด วัตถุวิเศษที่จองเกอร์ชอบใช้คือขนแมวแวมปัส

ธีอาโก ควินทานา สร้างความประทับใจให้โลกเวทมนตร์เมื่อไม้กายสิทธิ์บอบบางและยาวเป็นพิเศษของเขาเข้าสู่ตลาด แต่ละอันบรรจุเส้นสันหลังโปร่งแสงของปีศาจร้ายไวท์ริเวอร์แห่งอาร์คันซอ และเปล่งคาถาที่ทรงพลังและงดงาม ความกลัวที่จะเกิดการจับปีศาจร้ายจำนวนมากจางหายไปเมื่อถูกพิสูจน์แล้วว่าควินทาน่าเท่านั้นที่รู้ความลับ ในการล่อลวงพวกมัน ความลับที่เขาเก็บงำไว้อย่างเหนียวแน่นจนวันตาย ซึ่งทำให้จบสิ้นการผลิตไม้กายสิทธิ์ ที่บรรจุเส้นสันหลังปีศาจร้ายไวท์ริเวอร์

วิโอเลตตา โบเวส์ ช่างทำไม้กายสิทธ์ชื่อดังแห่งนิวออร์ลีนส์ ไม่ยอมเปิดเผยความลับอยู่นานหลายปี ถึงแกนของไม้กายสิทธิ์เธอ ซึ่งมักทำจากไม้เมย์ฮอว์จากบึงน้ำ ในที่สุดได้มีการค้นพบว่ามันบรรจุขนของรูการู ปีศาจร้ายหัวเป็นสุนัขที่อยู่ในบึงแถบหลุยเซียน่า มีการพูดกันบ่อยครั้งว่าไม้ของโบเวส์มีมนตร์ดำอย่างพวกแวมไพร์และเลือด แต่วีรบุรุษผู้วิเศษอเมริกันหลายคนในช่วง 1920 จะเข้าร่วมสู้ในสงครามพร้อมกับไม้ของโบเวส์เท่านั้น ประธานพิกเคอรีเองก็มีอยู่หนึ่งอันด้วยเช่นกัน

ต่างจากชุมชนโน-เมจในช่วงปี 1920 MACUSA อนุญาตให้พ่อมดแม่มดสามารถดื่มเหล้าได้ นักวิจารณ์กฎหลายคนบอกว่าข้อนี้ทำให้พวกพ่อมดแม่มดกลายเป็นที่จับตาในเมืองที่เต็มไปด้วยพวกโน-เมจตาแหลมคม อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาอารมณ์ดีที่หายากของเธอ ประธานพิกเคอรีได้กล่าวว่าการเป็นผู้วิเศษในอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว สำหรับ "น้ำคิกคัก" เธอชอบหยอกกับผู้อำนวยการของเธอว่า "เป็นเรื่องที่ต่อรองกันไม่ได้"

Close this
ค้นพบเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่